หลักสูตรอบรม, หลักสูตรสัมมนา                      
Top Service Training
ติดต่อ กรอกข้อมูลการจองสัมมนา
Coaching Talk
Coaching Talk

ผลงานหนังสือ อ.ทวีวรรณ


ผู้จัดการมือใหม่ ปั้นได้

30 วิธีสร้างสรรค์งานบริการให้น่าประทับใจ


         

taweewan's diary


เรื่อง ศักยภาพในตัวเรามีมากกว่าที่เราคิด

 
 
 
ศักยภาพในตัวของเรามีมากกว่าที่เราคิด
 
บทความ โค้ชเกรียงศักดิ์  นิรัติพัฒนะศัย
 
 
A ได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด เพราะได้อ่านบทความฉบับนี้ของอาจารย์เกรียงศักดิ์  จึงขอนำเสนอบทความนี้ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านและลองมองตัวเรา อ่านตัวเราและหาตัวเราให้พบ และขอให้เชื่อมั่นค่ะ... "ศักยภาพในตัวเรามีมากกว่าที่เราคิด" จริง ๆ ค่ะ
 

ขอขอบคุณภาพสวย ๆ by tozofoto  ที่ http://www.flickr.com/photos/25804543@N05/2961232933/

 
“คุณเกรียงศักดิ์ ทำไมพนักงานชาวไทย ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตนเองเท่าไรนักละครับ” ไมเคิลถามผม      
 
            “คุณไมเคิล คุณหมายถึงพนักงานของคุณทุกคนเลยหรือครับ”   
 
            “ไม่ใช่หรอกคุณเกรียงศักดิ์ ผมคิดว่าที่เห็นค่อนข้างชัดเจนคือ กลุ่มคนที่มีอายุระหว่างสี่สิบถึงห้าสิบนะครับ สำหรับคนหนุ่มสาวนั้น ดูจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่า แต่ก็มีแนวโน้มในลักษณะคล้ายๆกันบ้าง คุณคิดว่าอย่างไรละครับ”                     
 
            “ผมเห็นด้วยครับ ที่แน่ๆคือว่าสิ่งที่คุณสังเกตุนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากปากของชาวต่างชาติหรอกครับ แต่ว่าคุณอย่าสับสนนะครับ การที่คนขาดความมั่นใจ ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่นะครับ”
 
            ไมเคิลพยักหน้า “ผมเห็นด้วยครับ แต่ว่ามีชาวต่างชาติหลายคน ที่อาจเข้าใจผิด โดยเหมารวมไปว่า การที่คนขาดความมั่นใจ แสดงว่าเขาอาจจะไม่รู้ หรือขี้เกียจ หรืออาจจะด่วนสรุปไปว่า คนคนนั้นไม่เข้าใจว่าชาวต่างชาติกำลังพยายามสื่อสารอะไร”
 
            ผมออกความเห็นไปว่า “อาจจะมีสาเหตุได้หลายประการ ผมจะลองแยกแยะดูเป็นข้อๆดังนี้           
 
1.      ความนอบน้อมถ่อมตัว เราอาจจะถูกอบรมมาจากพ่อแม่ของเราว่า อย่าแสดงออกมากมายต่อหน้าคนอื่น เพราะว่าคนเขาอาจจะหมั่นไส้เรา วันหลังจะไปขอความร่วมมือเขา เขาก็จะไม่ช่วยเหลือ มันสะท้อนระบบอุปถัมภ์ของไทยนะครับ
                                                                     
2.      รักษาหน้า เราไม่อยากหน้าแตกในที่สาธารณะ โดยการพูดหรือแสดงความคิดเห็นที่โง่ๆออกไป โดยเฉพาะต่อหน้านาย ซึ่งจะดูไม่ดี หรือต่อหน้าเพื่อน ทำให้ถูกล้อเลียนหรือหัวเราะเยาะเอาได้ อย่างที่มีคำพูดบอกว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง 
 
3.      ภาษาอังกฤษ ก็อาจจะเป็นอุปสรรค เราถูกสอนมาจากโรงเรียนว่า เราต้องเขียนให้ถูกไวยากรณ์ และเลือกใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง โยงใยไปกับการกลัวเสียหน้า เราก็เลยเลือกที่จะเงียบดีกว่าการพูดภาษาอังกฤษแบบผิดๆออกไป
 
4.      ความเชื่อว่าเราไม่เก่ง พวกอายุสี่สิบถึงห้าสิบนี้ก็คือกลุ่มคนในวัยเดียวกับผมนี่แหละ เราถูกปลูกฝัง อบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทะเยอทะยานมาก ที่จริงแล้วเป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ในยุคก่อนๆ ที่เขาไม่อยากเห็นเราผิดหวัง ยกเว้นว่าคุณจะซูเปอร์ไบร์ทจริง โดยส่วนใหญ่เด็กจะถูกกรอบความคิดให้ไม่ทะเยอทะยาน ผมยกตัวอย่างให้ฟัง 
 
สมัยผมเป็นเด็ก มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเกิดแรงบันดาลใจจากการรู้ว่าโทมัส เอดิสันเป็นยอดนักประดิษฐ์ ในชั้นเรียนเขาบอกครูว่าโตขึ้นเขาจะเป็นนักประดิษฐ์ เขาจะสร้างดาวเทียม ด้วยความหวังดีครูบอกกับเขาว่า
 
  "กิตติ เธอต้องคิดให้เป็นไปได้หน่อย ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วยว่า ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตดาวเทียม" 
 
คำพูดของครูอาจจะไม่สามารถหยุดยั้งความคิดของกิตติได้ แต่ที่แน่ๆ มันทำให้นักเรียนในชั้นจำนวนมากต้องคิดอะไรในกรอบที่เป็นไปได้ มันเป็นอย่างนี้ ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน ในสังคม ความหวังดีที่คนกลัวว่าเด็กจะผิดหวังจากการฝัน ทำให้เด็กไทยไม่กล้าฝัน และจินตนาการ”
 
            ไมเคิลแสดงท่าทีเห็นด้วย เขาซักต่อ “เป็นความเห็นที่น่าสนใจครับ ผมคิดว่าพอจะมีวิธีที่จะดำเนินการต่อสำหรับสามข้อแรก แต่ว่าข้อที่สี่นี่ คุณคิดว่ามีคำแนะนำว่าอย่างไร”  
 
ผมตอบไปว่า “ผมชอบเล่าเรื่อง วิธีนี้ทำให้คนเห็นภาพง่ายกว่าการบอกทฤษฏี ปกติถ้าผมพบคนที่ขาดความเชื่อมั่นเนื่องมาจากความคิดที่ว่าตนเองมีศักยภาพจำกัด ผมจะเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมฟังมาจากวีดีทัศน์เรื่อง Self-Esteem & Peak Performance ของ Jack Canfield นักพูดชื่อดังและนักเขียนหนังสือขายดีระดับโลก Chicken Soup of the Soul
 
เขาเล่าให้ฟังถึงคุณยายอายุหกสิบสามปี ในอเมริกาที่เห็นรถคันใหญ่ทับขาของหลานเธอเข้า เธอจึงวิ่งผลุนผลันออกไปและด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพียงแต่ต้องการจะช่วยหลานของเธอ เธอจึงออกแรงยกรถดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งโดยปกติต้องใช้ผู้ชายที่แข็งแรงสี่ถึงห้าคนยกขึ้น 
 
            หลังจากนั้นก็มีนักข่าวหลายคนพยายามจะสัมภาษณ์เธอถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว 
 
            กระทั่งนาย ชาร์ล การ์ฟีลด์ นักเขียนเกี่ยวกับพลังสร้างสรรค์ในตัวมนุษย์ ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเธอ โดยเธอเล่าให้ฟังด้วยเหตุผลสั้นๆว่าการกระทำของเธอได้ทำให้เธอตระหนักว่าตัวเธอนั้นมีศักยภาพมากกว่าที่เธอคิด และยิ่งเธอนึกถึงเรื่องนี้มากเท่าใด ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าแล้วในอดีตเธอได้ล้มเลิกความคิดโดยไม่กล้าทำอะไรตั้งหลายอย่างเพราะคิดว่าตนเองคงไม่มีความสามารถจะทำได้ซึ่งเธอคงคิดผิดอย่างมหันต์สำหรับหลายๆเรื่องในอดีต ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เธอทำใจลำบากเพราะรู้สึกเสียดายโอกาสในชีวิตไปเป็นจำนวนหลายครั้ง 
 
Jack เล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจคนหนุ่มสาวอย่างพวกเราว่าอย่ารอให้อายุถึงหกสิบสามปีก่อนแบบคุณยายท่านนี้ ที่เพิ่งจะมาพบศักยภาพของตนเอง ดังนั้นถ้าเราเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ถ้าพยายามเราก็จะกล้าลงมือทำ
 
ผมฟังเรื่องนี้ในขณะที่มีอายุได้สี่สิบสอง ทำให้รู้สึกเสียดายว่าหากผมฟังเรื่องนี้ซักยี่สิบปีก่อนหน้านี้ ชีวิตเราคงไม่พลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตเพราะการปฏิเสธก่อนพยายามลงมือทำโดยดูแคลนศักยภาพของตัวเรา”
 
จำนวนผู้เข้าชม: 5382 ท่าน